loading
show more video
CGN TV Thai Logo
ศิลาแห่งความเชื่อ ๑๗o ปี

คริสตจักรที่ ๑ สำเหร่


" ประวัติศาสตร์แห่งข่าวประเสริฐของพระคริสต์ "

“กิจการพระเจ้าได้เริ่มต้นไว้นั้นไม่มีวันชะงักหรือหยุดไป กิจนั้นย่อมไม่ต้องพึ่งป้อมปราการใด แต่จำเริญใหญ่จากพืชพันธุ์เป็นช่อพวง”

     คริสตจักรที่ ๑ สำเหร่ เป็นหลักฐานแห่งพระคุณพระเจ้าที่ชัดเจนที่สุดว่า ‘ เมื่อพระเจ้าเริ่มต้นการดี พระเจ้าก็จะเป็นผู้ทำให้สำเร็จ จนถึงวันแห่งพระเยซูคริสต์ ’  คริสตจักรที่มีอายุล่วงเลยมากว่า ๑ ศตวรรษ ยังคงตั้งตระหง่านอย่างสง่างามพร้อมกับทำหน้าที่ต้อนรับผู้คนอย่างเป็นมิตรเสมอ ทำให้เข้าใจได้ว่าคริสตจักรแห่งนี้มีคุณค่าในการสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาให้แก่ผู้คน

กาลเวลาคือเครื่องพิสูจน์คุณค่าทีมีอยู่ แต่เราเชื่อว่าเหนือกว่าคุณค่าที่คงอยู่คือผู้ที่สร้างคุณค่านั้นยิ่งใหญ่ที่สุด  ‘ พระเจ้าได้เริ่มการดีของพระองค์ขึ้น ณ คริสตจักรที่ ๑ สำเหร่ ’



" หว่านสิ่งใด เก็บเกี่ยวสิ่งนั้น "

     ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) ประเทศไทยได้เปิดต้อนรับการเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ ทำให้ชาวต่างชาติเข้ามาค้าขาย เกิดการผสมผสานด้านวัฒนธรรม มีการรับวิทยาการสมัยใหม่ซึ่งถือเป็นเสรีภาพที่หาได้ยากในประเทศอื่นๆ แต่ได้เกิดขึ้นอย่างอบอุ่นในประเทศไทย และด้วยการเปิดประเทศในยุคสมัยนั้นเองจึงทำให้มีมิชชันนารีเข้ามามีส่วนในการพัฒนาประเทศ จนมีผู้กล่าวว่า “ ประเทศไทยเปิดประเทศด้วยความสัมพันธ์ของมิชชันนารี ไม่ใช่ด้วยปืนสงคราม ”

จอห์น เอ. เอกิ้น ผู้ก่อตั้งโรงเรียนบางกอกคริสเตียนไฮสกูล / ขอบคุณภาพจาก : https://th.wikipedia.org

     ข้อเท็จจริงสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ มิชชันนารีหลายท่านมีความพยายามที่จะเข้ามาทำคุณประโยชน์แก่ประเทศไทย แต่ด้วยสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นชินบวกกับโรคต่าง ๆ ในประเทศแถบโซนร้อน ทำให้มิชชันนารีเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่สามารถหยุดการประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้าได้ ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสต้อนรับมิชชันนารีอย่างสม่ำเสมอ เกิดเป็นความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนไทยกับคนต่างชาติ เนื่องด้วยมิชชันนารีที่เข้ามาในยุคสมัยนั้นมักจะเป็นผู้มีความรู้ในเรื่องของการแพทย์ การพิมพ์ หรือ แม้แต่การศึกษา และมีหลายต่อหลายครั้งที่เราเห็นในประวัติศาสตร์ว่ามิชชันนารีได้นำการรักษาโรคผ่านการแพทย์สมัยใหม่ที่สามารถช่วยชีวิตคนไทย โดยเป็นการช่วยเหลือที่ไม่แบ่งชนชั้นว่าเป็นทาสหรือเป็นชนชั้นเจ้านาย ยิ่งทำให้มิชชานารีกลายเป็นขวัญใจของชาวไทยจนถูกเรียกติดปากว่า “ หมอ ”   

    ตอนหนึ่งที่ถูกบันทึกไว้ในหนังสือนมัสการขอบพระคุณพระเจ้า ๑๖๒ ปี และพิธีมอบถวายพระวิหาร คริสตจักรที่ ๑ สำเหร่ เขียนไว้น่าสนใจว่า

“ ทางเดินเล็ก ๆ จากคริสตจักรไปยังป่าช้าและออกสู่ถนนเจริญนครนั้น ก็ได้รับการพัฒนาเรื่อยมา แต่เดิมในสมัยก่อน ชาวบ้านที่อยู่ในละแวกสำเหร่นี้ จะเรียกทางเดินเล็ก ๆ นี้ว่าตรอกหมอกันจนติดปาก สาเหตุที่เรียกดังนั้นก็เพราะว่า ที่บริเวณคริสตจักรนี้จะมีบ้านพักของมิชชันนารีอยู่ด้วย มิชชันนารีในสมัยนั้นจะไม่เผยแพร่ศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่จะรักษาคนไข้ ให้ยาผู้ที่เจ็บป่วยไปด้วย ”

นี่เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ามิชชันนารีเข้ามายังประเทศไทยเพื่อนำความรักของพระเจ้าเข้ามาสู่ชาวไทย และสิ่งที่เขาได้รับตอบแทนคือความไว้เนื้อเชื่อใจจนเกิดเป็นความสุขในการอยู่ร่วมกันในชุมชนสำเหร่

นักเรียนโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนในยุคแรกที่ถนนประมวญ / ขอบคุณภาพจาก : http://catholichaab.com

     นอกจากด้านการแพทย์แล้ว มิชชันนารียังนำการศึกษาเข้ามาในประเทศไทยด้วย จากการพูดคุยกับผู้อาวุโสท่านหนึ่งในคริสตจักรที่ ๑ สำเหร่ ทำให้ทราบว่าในสมัยก่อนมิชชันนารีจ้างเด็กไทยทั้งชายและหญิงให้มาเรียนหนังสือ ด้วยค่าจ้างวันละ ๑ เฟื้อง ต่อมาชาวบ้านเห็นว่ามิชชันนารีเป็นผู้มีการศึกษา จึงยอมรับ เกิดเป็นแรงผลักดันให้มิชชันนารีสร้างโรงเรียนขึ้น ในปี ค.ศ. ๑๘๕๒ ที่กุฎีจีน

อาคารเรียนชุดแรกจำนวน 3 หลังของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ที่ถนนประมวญ โดยชั้นล่างจะเป็นห้องเรียนและสำนักงาน ส่วนชั้นบนจะเป็นที่พักครูใหญ่ ครูต่างประเทศและครูไทย / ขอบคุณภาพจาก : https://www.silpa-mag.com

     ในปี ค.ศ. ๑๘๕๗ ได้ย้ายที่ทำงานของมิชชั่นรวมทั้งโรงเรียนจากกุฎีจีนมาที่สำเหร่ และต่อมาในสมัยของศาสนาจารย์ จอน เอ.เอกิ้น ก็ได้ใช้ชื่อว่า “ โรงเรียนสำเหร่บอยส์คริสเตียนไฮสกูล ” ปัจจุบันโรงเรียนดังกล่าวย้ายมาอยูที่ถนนประมวญ (สีลม) และเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยในเวลาต่อมา

     การศึกษาของไทยได้รับการพัฒนาเรื่อยมาด้วยการมีส่วนร่วมของมิชชันนารีที่มีความตั้งใจที่จะทำให้การศึกษาเกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมและไม่แบ่งชนชั้น ซึ่งถือเป็นงานพันธกิจอย่างหนึ่งที่ชาวมิชชันนารีต้องการแสดงให้เห็นว่าพระคุณของพระเจ้ามีอย่างเท่าเทียมกับทุกคน และเราต่างมีเสรีภาพในรับการศึกษาเสมอกัน

     นอกจากงานด้านการแพทย์ งานด้านการศึกษาแล้ว พันธกิจหลักของมิชชันนารีคือการประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ จนเกิดเป็นคริสตจักรที่ ๑ สำเหร่ขึ้น แม้เวลาจะผ่านไป แต่หลักฐานของความเชื่อ สามารถพิสูจน์ได้จากชีวิตของผู้เชื่อในพระเจ้าที่ยังคงมุ่งมั่นในการประกาศข่าวประเสริฐจากรุ่นสู่รุ่นอย่างต่อเนื่องตลอดมา



" ๓๑ สิงหาคม ค.ศ.๑๘๔๙ "

[ คริสตจักรที่ ๑ สำเหร่ ภาคที่ ๖ แห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย : ๓๗ เจริญนคร แขวงสำเหร่ เขตธนบุรี กทม. ๑๐๖๐๐ ]

     หนึ่งในสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ( รัชกาลที่ ๔ ) ในปี ค.ศ. ๑๘๖๐ เป็นสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกผสมผสานเข้ากับความงามในแบบชาวไทย ตัวอาคารมีความคล้ายคลึงกับตึกฝรั่งแต่ใช้สีตกแต่งแบบไทย คือ สีของวังในยุคสมัยนั้น ( สีเขียว เหลือง ) เนื้อสีปูนที่ใช้ก่อสร้างเป็นปูนตำที่ทำให้สีมีความคงทน อาคารสถาปัตยกรรมแห่งนี้ถูกเรียกว่า ‘ พระวิหาร ’ ซึ่งเป็นที่นมัสการพระเจ้าของผู้เชื่อในพระคริสต์ 

พระวิหารหลังแรกที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1860 ด้านหน้าวิหารติดกับแม่น้ำเจ้าพระยามีเรือจ้างจอดอยู่ด้วย / ขอบคุณภาพจาก : บทความ “ทัศนาสถาปัตย์ : คริสตจักรที่ 1 สำเหร่”, ในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2552. โดย สุดจิต (เศวตจินดา) สนั่นไหว

     ต่อมาในปีค.ศ. ๑๙๑๐ สมาชิกได้รื้อพระวิหารที่สร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๘๖๐ ลง เนื่องจากทรุดโทรมมาก และได้ก่อสร้างพระวิหารหลังใหม่บนที่ดินเดิมคือพระวิหารปัจจุบัน จึงเป็นที่มาของเลขคริสตศักราชที่ระบุว่า ๑๙๑๐ และ ๑๘๖๐

    นอกจากตัวพระวิหารแล้วจุดเด่นอีกอย่างหนึ่ง คือ หอระฆัง ที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. ๑๙๑๒  สถาปัตยกรรมทั้งสองอย่างถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่คนมาเยี่ยมชมต่างก็ประทับใจความงดงามที่เรียบง่าย ทุกส่วนของพระวิหารมีความปราณีตแฝงไปด้วยความหมายโดยเฉพาะบริเวณธรรมาสน์ ผนังประกอบด้วยไม้ ๑๒ แผ่น มีความหมายถึง ความครบถ้วน อิสราเอล ๑๒ เผ่า หรือสาวก ๑๒ คน ความยาวของไม้กางเขนบนธรรมาสน์แนวดิ่ง ๗๗ นิ้ว กล่าวถึง ความสมบูรณ์หรือความบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ ส่วนความยาวตามแนวนอน ๓๓ นิ้ว ซึ่งมีความหมายถึงอายุของพระเยซูคริสต์ ด้านกระจกสี อุปกรณ์ตกแต่ง ผู้ดูแลพระวิหารยังคงยึดให้คงเดิมมากที่สุด นอกจากนี้ นาฬิกาตั้งพื้นสองเรือนที่อยู่ในพระวิหาร โดยส่วนยอดของนาฬิกาสลักปรมาภิไธย ย่อ “ จปร. ” ซึ่งได้รับพระราชทานมาตั้งแต่สมัยต้นรัชกาลที่ ๖ เพื่อเป็นที่ระลึกถึงล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕


     ย้อนกลับไปวันที่ ๓๑ สิงหาคม ค.ศ.๑๘๔๙ ( ปลายรัชกาลที่ ๓ ) มิชชันนารี ๕ คน คือ ศาสนาจารย์ สตีเฟน แมตตูน (คนไทยเรียกว่าหมอมะตูม)และภรรยา ศาสนาจารย์สตีเฟน บุช และภรรยา ศาสนาจารย์ นายแพทย์ซามูเอล เรโนล์ เฮาส์ (คนไทยเรียกว่าหมอเหา) ได้ก่อตั้งคริสตจักรเพรสไบทีเรียนที่ ๑ กรุงเทพขึ้นในบริเวณที่เรียกว่า “ กุฎีจีน ” (บริเวณปากคลองบางกอกใหญ่ในปัจจุบัน) ในขณะนั้นยังไม่มีพระวิหาร สำหรับนมัสการโดยเฉพาะ โดยใช้บ้านพักเป็นที่นมัสการและประชุมต่าง ๆ 

     “ ภายหลังรับประทานน้ำชาแล้ว เราได้ประชุมสมาชิกของมิชชั่น และได้จัดตั้งคริสตจักรเพรสไบทีเรียนแห่งกรุงเทพขึ้น โดยมีศาสนาจารย์สตีเฟน แมตตูน เป็นศิษยาภิบาล หมอเฮาส์ เป็นผู้ปกครอง ศาสนาจารย์สตีเฟน แมตตูน ซึ่งเป็นสมาชิกอาวุโสของมิชชั่นเป็นประธานในที่ประชุม 

เปิดประชุมโดยการอ่านพระธรรมวิวรณ์ บทที่ ๑ ซึ่งเป็นคำกล่าวแสดงความนับถือไปยังคริสตจักรในเอเชีย ในนามของพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเป็นประมุขแห่งคริสตจักร พวกเราเพียง ๕ คน ได้มาร่วมกันจัดตั้งคริสตจักรขึ้น โดยหวังว่าจะเป็นการเริ่มต้นงานใหญ่ ”

(บันทึกตอนหนึ่งของหมอเฮ้าส์ได้ปรากฏในหนังสือ คริสตจักรที่ ๑ สำเหร่ กับ ๑๕๐ ปี แห่งความเชื่อศรัทธา)

ภาพซ้ายมือ "หมอเฮ้าส์" ภาพขวามือ "หมอแมตตูน" / ขอบคุณภาพจาก : http://library.bsru.ac.th

     หลังจากก่อตั้งคริสตจักรเพรสไบทีเรียนที่ ๑ กรุงเทพฯขึ้นเพียง ๘ วัน ก็ต้อนรับสมาชิกท้องถิ่นคนแรก ชื่อ ซินแส กีเอง ก๊วยเซียน ซินแสผู้นี้มีความเชื่อศรัทธาในพระเจ้า เมื่อทราบข่าวว่ามีคริสตจักรของคณะเพรสไบทีเรียนจึงเข้าร่วมเป็นสมาชิก

     ท่านซินแส กีเอง ก๊วยเซียน ได้รับบัพติสมาเป็นคริสเตียน โดยคณะอเมริกัน บอร์ด ฯ ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๘๔๔ อยู่ก่อนแล้ว แต่ต่อมาคณะอเมริกัน บอร์ดฯ ได้ยกเลิกการประกาศศาสนาในประเทศไทย เมื่อรู้ข่าวคณะอเมริกันเพรสบทีเรียนตั้งคริสตจักร จึงได้เข้ามาสังกัดคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียน

     ซินแสท่านนี้เองก็เป็นต้นตระกูลบรรพบุรุษคริสเตียนของคริสตจักรที่ ๑ สำเหร่ที่ทำให้เกิด ๕ ตระกูลคริสเตียนในประเทศไทย คือ เผ็งประสิทธิ์ / บุญอิต-บันสิทธิ์ / อุนยะวงษ์ / สาระโกเศศ และกีระนันทน์

     ในปี ค.ศ. ๑๘๕๗ ได้ย้ายที่ทำการของมิชชั่นจากกุฎีจีนมาที่ “ สำเหร่ ” นับแต่นั้นเป็นต้นมา “ สำเหร่ ” จึงได้กลายเป็นศูนย์กลางของมิชชันนารีคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียน ณ ที่นี้ได้ก่อสร้างพระวิหาร โรงเรียน โรงพิมพ์ บ้านพัก เกิดเป็นชุมชนมิชชันนารีแห่งความเชื่อในพระคริสต์ขึ้นทำให้พระวิหารดังกล่าวถูกเรียกในชื่อคริสตจักร ที่ ๑ สำเหร่โดยสมบูรณ์ (จากเดิมชื่อคริสตจักรเพรสไบทีเรียนที่ ๑ กรุงเทพฯ)

     นับแต่นั้นมาพระวิหารแห่งนี้ก็เป็นสถานที่นมัสการพระเจ้าอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด มีพี่น้องชาวไทยร่วมรับใช้ด้วยกันกับมิชชันนารีในการประกาศพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ 



" ข้าวหม้อแกงหม้อ "

เอกลักษณ์หลักอีกอย่างหนึ่งของคริสตจักร คือ ความเอิ้อเฟื้อเผื่อแผ่ ดูแลทุกคนไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร ผู้อาวุโสท่านหนึ่งแห่งคริสตจักร ๑๗๐ ปี แห่งนี้ เล่าให้ฟังถึงวัฒนธรรมข้าวหม้อแกงหม้อว่า

“สมัยก่อนไม่มีครัวที่โบสถ์ พอช่วงบ่าย ๆ ถ้าวันไหนมีกิจกรรมหรือมีสามัคคีธรรม สมาชิกละแวกคริสตจักรก็จะนำอาหารมา บางบ้านหุงข้าว บางบ้านยกแกงมา บางบ้านยกน้ำมา เอามาแบ่งปันกันรับประทาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเอกลักษณ์ของคริสตจักรที่ ๑ สำเหร่มาแต่ไหนแต่ไร เราเรียกว่าวัฒนธรรมข้าวหม้อแกงหม้อ 

เป็นข้อดีที่เห็นชัดถึงใจกว้างขวางของสมาชิกแทนที่ต่างคนต่างกลับบ้าน ก็มีโอกาสทักทาย รู้จักกันมากขึ้น เป็นการแสดงถึงอัธยาศัยไมตรีของคนไทยตามประโยคคุ้นหูที่เราได้ยินกันชินเวลาไปบ้านไหนก็มักจะถูกถามว่า ‘ กินข้าวหรือยัง ’ เป็นความอบอุ่นของคนไทยที่มีในหัวใจของพี่น้องคริสตจักรที่ ๑ สำเหร่

     การแสดงความรักผ่านการกระทำถือเป็นเอกลักษณ์ของผู้ที่เป็นคริสเตียน มีข้อพระคัมภีร์หลายข้อที่ให้ความสำคัญกับการแสดงความเชื่อออกมาผ่านการกระทำ คริสเตียนเรามีความเชื่อว่าพระเยซูคริสต์เป็นแบบอย่างความเชื่อ ความหวังใจ และ ความรัก แต่ความรัก คือ สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะบัญญัติของผู้ที่เชื่อในพระเจ้า คือ ‘ จงรักพระเจ้าด้วยสุตจิต สุดใจ สุดความคิด และ จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง ’  คริสตจักรแห่งนี้จึงยินดีต้อนรับทุกคนด้วยใจกว้างขวางตามแบบอย่างองค์พระคริสต์ เป็นศิลาแห่งความเชื่อที่ยังตั้งมั่นในการประกาศข่าวประเสริฐว่าคุณได้รับความรอด ได้รับความรักจากการไถ่ของพระเยซูคริสต์แล้ว

     ในปี ค.ศ. ๒๐๐๔ พระวิหารของคริสตจักรได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งนับเป็นสิ่งที่บ่งบอกได้อย่างดีว่าสมาชิกได้ให้ความสำคัญในการดูแลพระวิหารของพระเจ้าให้มีสง่าราศีมาโดยตลอด



" กิจการพระเจ้าได้เริ่มต้นไว้นั้นไม่มีวันชะงักหรือหยุดไป "

     เมื่อครั้งวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงครองราชย์ครบ ๖๐ ปี กรมศาสนามีโครงการสนับสนุนงบประมาณการบูรณะอนุรักษ์ สำหรับศาสนสถานที่มีอายุตั้งแต่ ๖๐ ปีขึ้นไป สภาคริสตจักรจึงเสนอชื่อคริสตจักรที่ ๑ สำเหร่ เป็นหนึ่งในคริสตจักรที่เข้าร่วมในโครงการดังกล่าว โดยการบูรณะนั้นกรมศิลปากรเป็นผู้ดูแล การบูรณะมีทั้งซ่อมแซมหลังคา การตกแต่งภายในส่วนที่ชำรุด และที่สำคัญที่สุดคือการดีดยกอาคารพระวิหารให้สูงกว่าเดิม 2.6 เมตร เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ซึ่งเป็นระดับการดีดยกอาคารที่สูงที่สุดในประเทศไทยขณะนั้น

     เบื้องหลังความงดงามของคริสตจักรที่มีอายุ ๑๗๐ ปี คือ กิจการที่พระเจ้าได้เริ่มต้นตั้งขึ้นไว้เพื่อให้สถานที่แห่งนี้เป็นพระพรแก่ทุกคนได้เข้ามาพักสงบใจ เปิดกว้างให้คนไทยมีโอกาสได้รู้จักกับองค์พระผู้เป็นเจ้าที่รักมนุษย์ทุกคนอย่างไม่มีเงื่อนไข 

พระคุณของพระเจ้ายังคงดำเนินอยู่ในคริสตจักร เป็นความชื่นชมยินดีแก่ผู้ที่มาร่วมนมัสการพระเจ้า ซึ่งยังตั้งมั่นคงอยู่บนศิลาแห่งความเชื่อที่ทรงคุณค่าในพระเยซูคริสต์ตลอดไปตราบวันที่พระองค์เสร็จมา



ที่ตั้งสำนักงาน: ชั้น 1 อาคารสภาคริสตจักรในประเทศไทย 328 ถ.พญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
Tel:+66-2-214-1557, +66-62-784-4443 Fax:+66-2-215-1865 Email: cgntvth@gmail.com
Contact Info
© 2016 CGNTV THAILAND All Right Reserved.